การฉ้อโกง เป็นความเสียหายทางอาญาที่สามารถเจรจายอมความได้ (ศาลมักให้มีการไกล่เกลี่ย คืนทรัพย์ ชดใช้ค่าเสียหาย หรือ ถอนฟ้องกัน หากตกลงกันได้) ผู้เสียหายต้องแจ้งความร้องทุกข์ หรือฟ้องคดีเอง ภายใน 3 เดือน นับจากวันที่ทราบว่าถูกฉ้อโกง ซึ่งเราต้องไปแจ้งความ ณ สถานีตำรวจท้องที่เกิดเหตุ โดยพิจารณาจากสถานที่ที่เราทำการโอนจ่ายเงินเพื่อซื้อของออนไลน์ เช่น หากโอนเงินซื้อของที่หอพัก ก็ให้ไปแจ้งความที่สน.บริเวณนั้น การแจ้งความร้องทุกข์นั้น เราจะต้องเป็นผู้เสียหายและต้องไปดำเนินการด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการไปแจ้งเพื่อให้ตำรวจจับคนร้ายมาดำเนินคดี
เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการแจ้งความ
เพื่อให้ร้อยเวรดำเนินการได้โดยทันที ให้ปริ้นหลักฐานเหล่านี้ออกมาประกอบด้วยครับ (หากต้องการอายัดบัญชีคนขายด้วยให้ปริ้นออกมา 2 ชุด)
- บทสนทนาที่แสดงให้เห็นว่าเริ่มต้นซื้อขายกันได้อย่างไรและถูกหลอกลวงอย่างไร หน้าเว็บไซต์ ไลน์ เฟสบุ๊ค หรือหน้าเพจของผู้กระทำผิด
- หลักฐานการโอนเงิน เช่น สลิป หรือใบนำฝาก
การแจ้งความฉ้อโกง ให้แจ้งความชื่อบัญชีปลายทางที่ได้โอนเงินไป (ไม่ใช่ตามชื่อบัตรประชาชนที่ส่งมาประกอบ) หากพบว่าผู้ขายให้บัตรประชาชนที่ไม่ตรงกับบัญชีที่ให้โอนเงิน ถือว่ามีแนวโน้มสูงมากที่มิจฉาชีพใช้บัตรประชาชนคนอื่นเพื่อแอบอ้าง
- กรณีโอน true wallet แล้วไม่รู้ชื่อ ให้ใช้แอป true wallet ลองกดโอนไปที่เบอร์นั้น(แต่ไม่ต้องโอนจริง) แล้วจะขึ้นชื่อเจ้าของเบอร์ ให้ปริ้นหน้านี้ออกมาด้วย
- กรณีขึ้นชื่อภาษาอังกฤษ หรือสลิปมีแต่ชื่อ แต่ไม่เห็นนามสกุลเต็ม ให้ใช้แอปธนาคารเดียวกัน ลองกดโอนไปที่บัญชีนั้น(แต่ไม่ต้องโอนจริง) แล้วจะขึ้นชื่อเจ้าของบัญชีภาษาไทย ให้ปริ้นหน้านี้ออกมาด้วย
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ร้องทุกข์
เมื่อไปถึงโรงพักแล้วให้แจ้งร้อยเวรว่าถูกฉ้อโกงออนไลน์ และแจ้งว่า "ต้องการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดให้ถึงที่สุด!" และขอให้ออกเป็นใบแจ้งความที่มีระบุข้อความว่า "เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย"
*** สำคัญมาก ***
หากเป็นการแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานจะเป็นการแจ้งไว้เพื่อนำเรื่องไปดำเนินคดีเอง ในทางกฎหมายไม่ถือเป็นการแจ้งความร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนยังไม่มีอำนาจกระทำการสอบสวน และพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องคดี
คำร้องทุกข์(ใบแจ้งความ) ที่ชอบด้วยกฎหมายนั้นจะต้องมีข้อความแสดงให้เห็นว่า เรามีเจตนาที่จะให้ร้อยเวรนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษหรือดำเนินคดีจนถึงที่สุด เช่นประโยคว่า "เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย" โดยเอกสารที่ได้จะไม่มีตราครุฑ (ใบแจ้งความ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับใบตราครุฑ ✅) เมื่อได้แจ้งความร้องทุกข์แล้ว ร้อยเวรจะออกหมายเรียกตัวคนขายให้มาพบตามวันเวลาที่กำหนด และเราสามารถโทรสอบถามความคืบหน้าของคดีกับร้อยเวรได้ทุก 2 สัปดาห์
หากได้แค่ใบบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดี (หรือใบร้องทุกข์ดำเนินคดี) โดยที่ไม่มีระบุว่า "เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย" จะไม่มีการดำเนินเรื่องต่อใดๆ
การอายัดบัญชี
เมื่อได้ใบแจ้งความแล้ว เราสามารถขอให้ร้อยเวรออกใบสั่งอายัดบัญชีได้เลย แต่จะขึ้นกับดุลพินิจของร้อยเวรอีกที (ต้องมีเหตุอันควรเชื่อ) โดยปกติร้อยเวรมีหน้าที่เดินเรื่องประสานงานกับทางธนาคารเพื่อดำเนินการอายัดบัญชีคนขาย แต่หากต้องการเดินเรื่องด้วยตัวเอง สามารถขอเอกสารอายัดบัญชีไปติดต่อธนาคารโดยตรงได้ (แต่เมื่อได้เอกสารเพิ่มเติมมา เช่นรายการเดินบัญชี ก็ต้องนำกลับไปให้ร้อยเวรเพื่อสืบสวนต่อ) เพราะฉะนั้นแนะนำให้ร้อยเวรเป็นผู้เดินเรื่อง และให้โทรติดตามเรื่องกับร้อยเวรทุกสองอาทิตย์
การอายัดบัญชีมีสองประเภท 1.อายัดทั้งบัญชี 2. อายัดเฉพาะส่วนของผู้เสียหาย (โดยทางตำรวจและธนาคารจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะดำเนินการรูปแบบใด) ผลจากการอายัดบัญชีแบบทั้งหมด เจ้าของบัญชีจะถอนเงินออกจากบัญชีไม่ได้ แต่ยังสามารถโอนเงินเข้าบัญชีได้อยู่ จะสามารถถอนเงินได้ก็ต่อเมื่อคนทำเรื่องอายัดไปแจ้งถอนการอายัดบัญชี เมื่อเจ้าของบัญชีติดต่อไปยังธนาคาร เจ้าหน้าที่จะประสานงานให้ติดต่อกลับมาที่เราและร้อยเวร
เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการอายัดบัญชี
- ใบแจ้งความ
- ใบสั่งอายัดบัญชี
- ชุดหลักฐานที่เหมือนกับที่เราส่งมอบให้ร้อยเวรในชั้นตอนแรก
(ตัวอย่าง 1) หนังสือขอ "อายัดบัญชี" (จะมีตราครุฑอยู่บนหัวเอกสาร)
(ตัวอย่าง 2) หนังสือขอ "อายัดบัญชี"